ความรักคือ…

ความรักคืออะไร ?
คำถามอย่างนี้มีแต่วัยรุ่นๆ เท่านั้นแหละที่สนใจใคร่รู้
ที่สำนวนนิยายเขาเรียกว่าวัยกำดัดน่ะ
หมายถึงคนที่อายุมากกว่าเด็กแต่ไม่ถึงกับเป็นผู้ใหญ่
จัดเป็นวัยครึ่งๆ กลางๆ 😀

พอแก่ตัวขึ้น ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย
อะไรที่เคยอยากรู้ก็ได้รู้ แม้อะไรที่ไม่อยากรู้ก็ได้รู้ ทั้งเรื่องดีและร้าย
ไม่ใส่ใจกับความหมายของคำว่ารักเท่าไรนักแล้ว

สำหรับวัยหนุ่มสาว ถ้าพูดคำว่ารักก็นึกถึงแต่ความรักในเชิงชู้สาว
เราคิดว่า…ความรักมันเป็นอะไรมากกว่านั้น

ไม่ว่าใครก็มีความรักได้
ความรักให้พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง สัตว์เลี้ยง เพื่อนร่วมโลก หรือแม้แต่คนแปลกหน้า

เช่นว่า ให้ความรักด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดีเมื่อใครสักคนอยากระบายปัญหาบางอย่าง
แบ่งปันอาหาร หรือเงินทองจำนวนหนึ่งให้คนที่กำลังหิวโหยหรือขัดสน
ช่วยเหลือลงแรงให้กับคนที่ไม่ค่อยจะมีแรง อย่างเช่น ช่วยผู้สูงอายุยกของหนักในซูเปอร์มาร์เก็ต

แบ่งข้าวให้หมา-แมวจรจัดแถวบ้านบ้าง
แบ่งร่มเงาชายคาบ้านให้คนผ่านไปมาได้หลบฝนหรือแดด

การให้ความรักบางครั้งง่ายมาก ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลยก็ทำได้
ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะคนใกล้ตัวหรือไกลตัว
ลองคิดดูว่ากิริยาที่เราทำ คำที่เราพูด คนที่ได้ยินได้เห็นจะรู้สึกยังไง
ถ้าเป็นเราจะรู้สึกแย่ไหม

ถ้าทุกคนใช้ชีวิตภายใต้แนวคิดนี้ โลกคงน่าอยู่ขึ้นเป็นกอง
แต่ทีนี้โลกไม่เป็นอย่างใจเราแน่ คนเราก็ร้อยพ่อพันแม่ พื้นฐานนิสัยใจคอก็ย่อมแตกต่าง
ถ้าจะอยู่อย่างสบายใจ ก็คงจะต้องให้เหมือนทิ้ง
ทำดีกับคนอื่นตราบเท่าที่เราสบายใจ และไม่หวังแม้กระทั่งคำขอบคุณ
ถ้าทำดีๆ ไปแล้วหวังว่าจะได้อะไรกลับมา คนที่จะทุกข์ก็เป็นตัวเราเองนี่แหละ

ทำไมฉันรับฟังเธอแล้ว เธอไม่รับฟังฉันบ้าง
ฉันให้ นู่น-นี่-นั่น (ทั้งข้าวของเงินทองหรือการกระทำดีๆ) กับเธอนะ เธอไม่เห็นจะทำดีๆ กับฉันบ้างเลย

ทุกคนอาจจะบอกว่า เฮ้ย ฉันไม่ใช่พระอรหันต์ ถ้าให้ความรัก ความดีกับใครโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยแล้วจะทำดีไปทำไม (วะ)

เราคิดว่าความคิดอันนั้นคือต้นทางของการหาเรื่องใส่ตัวเลยล่ะ
อันนี้ไม่ได้ต่อว่าใคร แต่ลองคิดดูว่าถ้าเราให้อะไรใครแล้วต้องมานั่งรอ feedback ตลอดเวลา
มันคงจะเหนื่อย อาจจะเหนื่อยทั้งชีวิตเลยก็ได้
ก็เราไปให้เขาเอง แล้วเรายังจะไปหวังได้อะไรกลับมาอีก

อย่างเราให้ข้าวแมวจรอย่างงี้ มันคงให้อะไรเราตอบแทนไม่ได้หรอก
แต่สิ่งที่เราได้คือ เราเห็นมันอิ่ม เรามีความสุข
เราคิดว่า…เราชอบความสุขแบบนี้นะ มันสบายใจไม่เป็นภาระ

หลายๆ คนคงเคยบริจาคเลือด
ซึ่งโอกาสที่จะรู้ว่าใครได้รับเลือดเราไปเนี่ยมันไม่มีหรอก

ทีนี้ขอเล่าแทรกนิดนึงว่าเราเอง…เคยเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับบริจาค
เมื่อครั้งอยู่ในสถานะผู้ให้ เราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่ว่าชอบ แต่มีครั้งนึงมีโอกาสเป็นผู้รับ คือเคยเข้ารับการผ่าตัด แล้วระหว่างผ่าตัดก็เสียเลือด (ใครๆ ก็ต้องรับเลือดตอนผ่ากันทั้งนั้นแหละมั้ง)
ถ้าไม่มีใครบริจาค การผ่าตัดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

ซึ่งเราก็ซาบซึ้งใจ และขอบคุณเจ้าของเลือดถุงนั้นเสมอ
นึกในใจว่าไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ก็ขอให้มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิตของเขา
ความรักที่เขาคนนั้นมี ก็คงจะเป็นความรัก ความเห็นอกเห็นใจกับเพื่อนมนุษย์
เราเห็นว่าเป็นความรักที่น่าเคารพยกย่องมากที่สุดอย่างนึง

ยังไงก็ตาม ความรักแบบที่ให้ไปแล้วก็แล้วกัน
มันเป็นสิ่งที่ใครจะบังคับเอาจากใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครอยากจะให้หรือเปล่า
ความรักชนิดนี้มันแปลก เราอาจจะคิดว่าไม่ได้อะไร
แต่จริงๆ แล้วได้กลับมาเต็มๆ คือความสุขใจ

การได้ให้ ได้ช่วย ได้แบ่ง ได้มองออกไปภายนอก นอกเหนือจากมองตัวเอง
มันเป็นการเติมความสุขให้ตัวเราเองได้เหมือนกันนะ

มาถึงบรรทัดนี้ กับคำตอบของคำถาม
คงไม่มีคำตอบตายตัวหรอก
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้มันเป็นอะไร แล้วเราเองมองความรักยังไง
เราเอาคำว่า “รัก” มาแบกเป็นภาระกับหัวใจมากแค่ไหน

จริงๆ แล้วความรัก เขาอาจจะมีไว้ให้
ไม่ได้มีไว้แบกก็ได้นะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s