ขณะวิ่งกับสิ่งที่คิด

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนที่อยากออกกำลังคือความขี้เกียจ
เราเอง แม้จะวิ่งมาได้สักระยะนึงแล้ว
แต่ความขี้เกียจยังฝังรากเหนียวแน่นอยู่เสมอมา

กิจวัตรทุกวันที่ออกไปวิ่งจะเป็นดังนี้
พอนาฬิกาปลุกดัง ก็กดปิดแบบขี้เกียจ ล้มตัวลงนอนต่อซัก 3 นาที ตอนนี้มารขาวกับมารดำจะต่อสู้กันสุดฤทธิ์
“ไป-ไม่ไป-พรุ่งนี้ค่อยไป-ไปวันนี้เลยดิพรุ่งนี้จะได้หยุด-ไปก็ได้แต่ขอนอนต่ออีกแป๊ป-เฮ้ย เดี๋ยวเผลอหลับยาวหรอก….ฯลฯ”

ต้องชิงจังหวะลุกพรวดมาเลย ไม่งั้นอดไป
ล้างหน้าล้างตาแต่งตัวเตรียมข้าวของออกไปวิ่ง
พอถึงสนามแล้วก็ยืดเหยียดไปตามเรื่อง
หลังจากนั้นก็เริ่มเดินก่อนซักประมาณ 300-500 เมตร แล้วเริ่มวิ่ง

ตอนเริ่มวิ่งนี่แหละ ร่างกายเหมือนเครื่องจักรสนิมเขรอะ
มันฝืดๆ หนืดๆ พิลึก
ในใจก็เริ่มโอดครวญว่า นี่ชั้นต้องวิ่งตั้ง 7 กิโลเรอะนี่!!

วิ่งไป พอผ่านกิโลแรกไปได้ อาการฝืดดังว่าก็หาย
กำลังใจมานี้ดๆ ว่าครบโลแล้ว

ไปโฟกัสที่ท่าวิ่งบ้าง การวางเท้าบ้าง ความเร็วบ้าง
แว๊บๆ ไปฟังเพลง (ที่เสียบหูฟังไว้) บ้าง

พอถึงกิโลที่ 4 ก็โล่งใจไปนิดนึงว่าครึ่งทางแล้ว
ครบกิโลที่ 5 ก็ “อีก 2 กิโลเอง”
กระทั่งกิโลที่ 6 “เอ้า อีกกิโลเดียวแล้ววว”
จนกิโลที่ 7 “โลสุดท้ายแล้ว เย้”

วันไหนที่เหนื่อยมากๆ จะไม่คิดอะไร ทำแค่ก้าวเท้าต่อไป
แค่ก้าวต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุด อย่าเดิน มันก็ไปของมันได้เรื่อยๆ เหมือนกัน

ปกติของเรา ถ้าวิ่งครบ 7 กิโลแล้วยังพอมีแรงเหลือ ก็วิ่งสปีดอัพทิ้งทวน
ระยะทางก็แล้วแต่แรงที่เหลือ แต่ไม่ถึงครึ่งกิโลหรอกนะ 555
คล้ายๆ ว่าวิ่งฉลองที่วิงเสร็จ

ถ้าตอบวิ่งเสร็จมีลมพัดมาเย็นๆ จะยิ่งสดชื่นมาก
แล้วก็บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้มาวิ่งอีกดีกว่า 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s