ประสบการณ์สอบใบขับขี่ปี ๒๕๖๐ ภาคปฏิบัติ (จบ)

อะไรอย่างอื่นที่ว่ายาก มาเจอปฏิบัติเข้าไปไอ้ที่ผ่านๆ มากลายเป็นง่ายมากไปเลย

ย้อนกลับไปตอนที่สอบปฏิกิริยาผ่านแล้ว ก็ต้องไปสอบข้อเขียนให้ได้ ๔๕ เต็ม ๕๐ ข้อ ให้เสร็จภายในเวลา ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วก็ไปนัดวันสอบให้เรียบร้อย ซึ่งเวลาที่เช้าสุดสำหรับการสอบภาคปฏิบัติคือ ๐๘.๐๐ น.

สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันสอบภาคปฏิบัติ

๑.บัตรประชาชนตัวจริง (ไม่ต้องมีสำเนา) ต้องเอาไปทุกครั้งที่สอบภาคปฏิบัติ
๒.ใบนัดสำหรับคนที่มาสอบครั้งแรก ส่วนคนที่มาแก้ตัวก็ต้องเอาไปปริ้นท์ (ที่เค้าให้กลับบ้านเมื่อครั้งที่แล้ว) มาด้วย
๓.ปากกา แต่ถ้าลืมก็ไม่เป็นไร มี จนท. เค้าขายอยู่ใกล้ๆ กัน รวมทั้งน้ำเปล่า แซนวิชด้วย

เราเลือกสอบ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๐ รอบ ๐๘.๐๐ น. ไปถึงก่อนเวลามากเพราะกลัวรถติด ก็ข้ามไปฝั่งตรงข้าม มีร้านข้าวอยู่ พอสัก ๗ โมงกว่าๆ ร้านข้าวเปิดแล้วก็กินรอไปก่อน ใครเอารถส่วนตัวมาก็จอดที่ตึก ๘ นี้ได้

เสร็จแล้วข้ามกลับมาที่เดิม นั่งรอที่เก้าอี้แถวแรก (หรือตามรอบที่ไป) เก้าอี้แถวนึงต้องนั่งให้เต็มห้าคน แล้ว จนท. จะมาแจกบัตรคิวเมื่อถึงเวลา แล้วจากนั้นก็เข้าห้องตามคิว เซ็นต์ชื่อที่โต๊ะหน้าประตู แล้วเดินขึ้นชั้นบนไปดูวีดีโอแนะนำการสอบ ถ้าใครจะเช่ารถ จนท.ก็จะมาบอกตอนท้ายหลังวีดีโอจบ

ค่าเช่ารถ ๑๐๐ บาท รถของกรมฯ คือฮอนด้าซิตี้รุ่นท็อป เกียร์ออโต้ (ไม่มีเกียร์กระปุก)



ข้อควรปฏิบัติ

๑.เวลาสอบต้องลดกระจกคู่หน้าลงทั้งสองบาน เปิดแอร์ได้ เสียบรีโมทกับที่จุดบุหรี่และต้องปิดมือถือทุกครั้ง รีโมทนี้อย่ากดเล่น ขับไปถึงด่านที่จะสอบแล้วรอเจ้าหน้าที่บอกให้กดถึงจะกดได้ ไม่งั้นสัญญาณตีกัน อาจทำให้เพื่อนที่กำลังสอบด่านอื่นมีปัญหาได้ เช่น ผลสอบไม่ขึ้นในคอมฯ แล้วต้องมาสอบใหม่ เสียเวลามากๆ ดังนั้นโปรดปิดมือถือกันเถอะ

๒.เวลาอยู่ในสนามอย่าขับรถเร็ว อย่าขับจี้คันหน้า ให้เว้นระยะแบบที่เห็นล้อของรถคันหน้าเต็มๆ ทั้งสองล้อ เผื่อเกิดเหตุบางอย่าง เช่น บางด่านคอมฯ เพิ่งจะเสียขึ้นมา ต้องมีการถอยหลังไปเข้าอีกด่าน อย่างนี้เป็นต้น ให้ระวังอุบัติเหตุให้มากๆ เพราะมีแต่คนลนเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นคนที่ขับรถเป็นมานานแล้วก็จะชิล มีสติกว่า อันนั้นเราไม่ต้องห่วงเค้า

๓.ควรเว้นช่องให้รถคันอื่นออกง่ายๆ เช่น แถวบริเวณหน้าช่อง ๔ และ ๕ (ด่านสอบตัว S) เข้าใจว่ามัวแต่ตื่นเต้นกันจนลืม ขับไปจ่อติดคันหน้ากันหมด พอรถที่สอบช่อง ๔ และ ๕ เสร็จแล้วก็จะออกไม่ได้ ยังผลให้คนหลังที่ต่อคิวอยู่เข้าสอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องมาคอยโบกรถให้อีก ผลเสียตกอยู่กับทุกคน คือช้าไปตามๆ กันทั้งหมด

๔.ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย แล้วระหว่างอยู่ในสนามสอบห้ามลงจากรถเด็ดขาด (นอกเสียจากว่าจำเป็นสุดๆ เค้าก็อนุโลมได้ แต่พยายามอย่าลงรถเลยจะดีกว่า)

๕.ตอนสนามยังไม่เปิด ห้ามคนเข้าไปเดินเซอร์เวย์สนาม หรือจะนำรถเข้าไปก็ห้ามเด็ดขาด ที่เห็นว่ามีรถเข้าไปขับในสนามคือรถของกรมฯ เอง คือที่นี่มีสอนขับรถด้วย นักเรียนของที่นี่จะมาซ้อม (หรือเรียน) ขับก่อนที่การสอบจะเริ่ม ส่วนคนที่นำรถส่วนตัวมาสอบก็ต้องรอเวลาสายๆ หน่อย อาศัยดูว่า จนท. เอารถสอบเข้าไปจอดแล้วก็ค่อยเอารถตัวเองตามไป จะได้ไม่จอดผิดที่ผิดทาง

๖.ระหว่างสอบ บรรดาญาติสนิมิตรสหายที่มาเป็นกำลังใจ ห้ามเข้าไปในสนาม ห้ามถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอขณะสอบ ห้ามนั่งติดรถไปกับผู้สอบด้วยเป็นอันขาด


เราสอบภาคปฏิบัติไปทั้งหมด ๕ ครั้งกว่าจะผ่านทั้ง ๓ ท่า
ซึ่งจะขอบันทึกไว้สักหน่อย
ครั้งแรก ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ผ่านท่าเดินหน้าถอยหลัง
ครั้งที่สอง ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๐ แก้ตัวสองท่าที่เหลือ ไม่ผ่านแม้แต่ท่าเดียว
ครั้งที่สาม ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐ สอบผ่านท่าเทียบข้าง ส่วนท่าถอยตัว S ไม่ผ่าน
ครั้งที่สี่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐ แก้ตัวท่าถอยตัว S ไม่ผ่าน
ครั้งที่ห้า ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๐ แก้ตัวท่าถอยตัว S ผ่าน

ในการสอบแต่ละครั้ง ถ้าตกสามารถนัดใหม่ได้อีก ๓ วันถัดไป เช่น มาสอบวันศุกร์แล้วตก วันที่เร็วสุดสำหรับการแก้ตัวคือวันพุธถัดไป


เราสอบภาคปฏิบัติผ่านได้อย่างไร
แต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ถือว่าเล่าสู่กันฟังละกันนะ

๑. ท่าเดินหน้าถอยหลัง ท่านี้ง่ายสุดสำหรับเราที่แม้วันนั้นลนๆ มั่วๆ ก็ยังผ่านมาได้ จริงๆ ไม่มีอะไรมาก แค่พยายามประคองพวงมาลัย เหลือบมองกระจกข้างสลับกันซ้ายขวาบ่อยๆ รักษาระยะให้รถอยู่กลางๆ พอขับรถให้ล้อคู่หลังเลยเส้นขาวแบบ “ล้อกว่าๆ” แล้วก็หยุด นับ ๑ ๒ ๓ ในใจแล้วถอยหลังไปจนหน้ารถพ้นเสา แต่ระวังหลังชนฟุตบาธด้วยนะ

๒.ท่าเทียบฟุตบาธ ด้านข้างห่างฟุตบาธไม่เกิน ๒๕ ซม. หยุดให้ตรงป้ายหยุด หน้ารถห่างจากป้ายได้ไม่เกิน ๖๐ ซม. ด้วยว่าก่อนจะมาท่านี้ เราต้องออกจากท่าสอบในข้อ ๑ แล้วเลี้ยวซ้ายทีนึง แล้วเลี้ยวขวาอีกทีนึงในระยะกระชั้นชิด ก็จะทำให้ให้บรรดาคนที่ขับรถไม่แข็งเกิดอาการเสียศูนย์ได้ง่าย เช่น ล้อเบียดขอบทาง หรือด้านข้างห่างเป็นวา

เราไม่ได้ปรับกระจกข้างคว่ำลงเพราะรู้สึกไม่ถนัด แต่จะปรับก็ได้ เค้าไม่ได้ว่า เราพยายามเข้าใกล้เส้นเหลืองที่พื้นให้ได้มากที่สุด มองสลับกันไปมาระหว่างกระจกข้างและป้ายหยุด

ที่ต้องมองสลับกันบ่อยๆ เพราะว่า ด่านนี้มีเสาหลอกหลายเสา ถ้าเราไม่มองไว้แต่แรกก็จะโดนหลอกได้ง่าย พอเห็นเสาแว็บๆ หางตาแล้วจะตกใจ หยุดก่อนเวลาอันควรได้ (แน่นอนว่าเสาหยุดจริงๆ จะอยู่เป็นเสาสุดท้าย)

เมื่อขับไปถึงป้ายหยุด เราชะลอแบบช้าสุดๆ แล้วชะโงกหน้าออกไปดูเส้นเลย เห็นว่าน่าจะโอเคก็หยุดเลย เพราะตอนสอบท่านี้เอารถห้าประตูท้ายตัดไปสอบ หน้ามันสั้นสุดๆ คือถ้าไม่ชะโงกออกไปดูก็ไม่น่าจะผ่าน

บอกเลยว่าตอนสอบ ลักษณะการขับของเราทุเรศสุดๆ คือเลื้อยไปมาเป็นงู แล้วเบรกแบบกระตึกกระตักอีกต่างหาก แต่ช่างมันเถอะ ขี้เหร่ยังไงก็ได้ ขอให้ผ่านแล้วกัน

หลายคนจะบอกว่าท่านี้ยาก เราก็ว่ายาก แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามีสติ ไม่ตื่นเต้นจนเกินไป ก็สอบผ่านได้แน่

๓.ท่าถอยหลังเข้าจอดในที่ว่างด้านซ้าย หรือท่าถอยตัว S ท่านี้ต้องพยายามเข้าใกล้ฟุตบาธด้านซ้ายให้ได้มากหน่อยตั้งแต่แรกๆ เลย จากนั้นก็ตามสูตร คือพอเสาแรกอยู่ในกระจกสามเหลี่ยมด้านหลังแล้วก็เข้าเกียร์ R (เกียร์ที่ ๑) แล้วหมุนพวงมาลัยซ้ายหมด ถอยไปเรื่อยๆ มองกระจกข้างด้านขวาจนเห็นทั้งสามเสาด้านหลัง คืนพวงมาลัยตรง แล้วถอยเข้าไปจนให้ได้ระยะที่ลึกพอเหมาะ แล้วหมุนขวาหมด

คำว่าลึกพอเหมาะนี้คือรถแต่ละคันไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ของเรารถท้ายสั้น มักมีปัญหาไม่เหยียบเส้นเหลือง เราต้องคอยมองกระจกข้างด้านซ้ายตลอด พอเห็นว่ายังลึกไม่พอ ก็หมุนพวงมาลัยซ้ายเพิ่ม ให้มันเข้าไปจนล้อหลังเหยียบเส้นเหลืองไปเลย พอได้ที่แล้วก็หักพวงมาลัยขวาต่อเร็วๆ นี่คือยังอยู่ในเกียร์ R คือเกียร์ที่ ๑ อยู่เลย (ระหว่างขับ เราพูดออกเสียงนับเกียร์เองไปด้วยเลย) พอหมดพื้นที่จะถอยแล้ว ก็ดูว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง

ซึ่งของเราตอนนั้น หัวรถยังเฉียงออกข้างนอกอยู่ ก็ D (เกียร์ที่ ๒) เพื่อเดินหน้า เพราะหมดพื้นที่ด้านหลังแล้ว หักซ้ายรัวๆ เร็วๆ เพราะพื้นที่น้อย ค่อยๆ เดินหน้าแบบช้าสุดๆ ดูให้ตัวรถตรง พอตรงแล้วก็ดูคาน B ของรถว่าให้ตรงกับเสากลางด้านซ้าย พยายามหักหัวรถให้ไปทางซ้ายมากนิด เพราะว่าถ้ากระจกข้างด้านขวาล้ำแนวเสาด้านนอก ก็จะทำให้สอบไม่ผ่าน

คือรถจะเอียงนิดๆ ก็ได้ แต่กระจกขวาจะล้ำแนวเสาด้านขวาไม่ได้

และพยายามให้เกียร์ให้คุ้ม หมายถึงว่า ถ้ายังอยู่ในเกียร์ R แล้วยังมีพื้นที่ให้ถอยหรือขยับได้ ก็ต้องทำให้สุด ให้หมด (แต่อย่าชน)

สรุปเราไปไปทั้งหมด ๒ เกียร์ให้การเข้าจอด จากนั้นรอคอมฯ พูดว่า “ท่าสอบที่ ๔ นำรถออกจากท่าสอบได้” (วันที่สอบช่อง ๕ เสีย เลยปิดไม่ให้เข้าสอบ) จากนั้นก็ถอย (เกียร์ที่ ๓) กะแค่ให้ระยะพอที่หน้ารถจะออกได้ก็ออกเลย กลัวด้านหลังจะชน เซ็นเซอร์ของรถไม่ร้องเตือนแน่ เพราะทางกรมฯ จะให้รถส่วนตัวทุกคันปิดเซ็นเซอร์ให้หมด  เหลือพื้นที่กะว่าออกได้ ก็ D เดินหน้าออก  (เกียร์ที่ ๔) สรุปว่าใช้ไปทั้งหมด ๔ เกียร์ จากโค้วต้าที่ให้คือ ๗

จากนั้นมาจอดรอด้านหน้าซอง รอคอมฯ พูดว่า “ท่าสอบที่ ๔ ผ่านค่ะ” ก็ขับรถออกจากสนามอย่างระมัดระวัง แม้ในใจจะลิงโลดสักแค่ไหนก็ตาม

ท่าสุดท้ายนี้สอบไปสี่ครั้ง มาผ่านเอาครั้งที่ห้านี้เอง บอกได้เลยว่าดีใจสุดๆ แบบว่าอยากตะโกนดังๆ ในสนามว่าผ่านแล้วโว้ยยย เลยทีเดียว

เสร็จแล้วก็เอารีโมทไปคืนที่ตึก ๘ ชั้น ๒ ผ่านหมดสามท่าแล้วก็เอาเอกสารที่ได้ ไปติดต่อที่อาคาร ๔ ชั้น ๒ เพื่อทำใบขับขี่ แต่ถ้ายังสอบไม่ผ่านก็ไปติดต่ออาคาร ๔ ชั้น ๓ เพื่อนัดวันสอบครั้งถัดไป

ส่วนคนที่สอบผ่าน มีค่าใช้จ่าย ๓๐๕ บาท คือค่าบัตรและค่าถ่ายรูป ได้บัตรเลยทันที รับรองว่าขั้นตอนนี้เร็วสุดๆ ชนิดที่ต้องวิ่งไปช่องทำบัตรเลยทีเดียว

การสอบไปขับขี่ครั้งนี้ อยากให้เครดิตโรงเรียนสอนขับรถ Safety Way ตรงข้ามบิ๊กซีสะพานใหม่ไว้สักนิด เราเป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานการขับรถเลย เรียนที่นี่ได้ออกถนนจริงทุกครั้ง อาจารย์ผู้สอนสุภาพ ใจดี เป็นกันเอง มีวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนไม่ตื่นเต้น อะไรที่สงสัยก็ถามได้ ความรู้สึกที่ได้เรียนกับที่นี่คือ ไม่ได้เน้นให้สอบใบขับขี่ผ่านอย่างเดียว แต่เน้นการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยในชีวิตประจำวันด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างโอเค เพราะไม่อยากแค่สอบใบขับขี่ผ่าน แต่อยากขับรถให้ดีมีมารยาท ถูกกฏจราจรในชีวิตจริงด้วย ถ้าหากว่ามีเพื่อนสนิทเราสักคนถามหาโรงเรียนสอนขับรถ เราก็ว่าที่นี่โอเค และอยากแนะนำที่นี่ล่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s